วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

นร.-นศ.ไล่"สมชาย"พ้นเก้าอี้ศธ.เหตุห้ามร่วมชุมนุม


นักเรียน-นักศึกษานับ50 คน บุก กระทรวงศึกษาธิการ ยื่นแถลงการณ์และมอบหรีดดำให้ น้องเขยแม้ว เรียกร้อง สมชาย ต้องออกมาขอโทษ เหตุไม่พอใจคำให้สัมภาษณ์ที่บอกว่า "รัฐบาลไม่มีนโยบายการใช้ความรุนแรง ดังนั้น จึงไม่ต้องการให้นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหว และยุ่งเกี่ยวกับการเมืองพร้อมจี้ให้ลาออกภายใน7 วัน โทษฐานไม่มีวิสันทัศน์ในฐานะนักการศึกษา ด้าน สมชาย แก้เกี้ยวไม่เคยห้ามนักศึกษาออกมาชุมนุมแค่เป็นห่วงกลัวโดนลูกหลง จึงไม่อยากให้นักศึกษามาร่วมชุมนุม

เมื่อเวลา 10.00 น. กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากสถาบัน ต่าง ๆ มาในนามโรงเรียนสาธิตมัฆวานฯ แห่งมหาวิทยาลัยราช ดำเนิน ประมาณ 50 คนนำโดยนายแสงธรรม ชุนชฎาธาร นักศึกษาปริญญาเอก หลัก สูตผู้นำทางด้านสังคมธุรกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต เดินทางมารวมตัว ที่หน้าอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยนำพวงหรีดพร้อมข้อความ ไว้อาลัยรมต.ศึกษาธิการ ตายจากหัวใจเยาวชน และ แถลงการณ์โรงเรียนสาธิตมัฆวานฯ ฉบับที่ 4/2551 เรื่อง คัดค้านทัศนคติที่ คับแคบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มามอบให้กับนายสมชาย วงศ์ สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีที่ให้ สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายการใช้ความรุนแรงดังนั้น จึงไม่ต้องการให้นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหว และยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เนื่องจากนายสมชายไปเปิดการประชุมที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน รองปลัดศธ. จึงรับเรื่องไว้แทน

นายแสงธรรมกล่าวว่า ต้องการให้นายสมชาย กล่าวขอโทษและให้พิจารณาลา ออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และไม่ให้กระทรวงศึกษาปิด กั้นความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษา ที่สำคัญ ไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พระ ราชกำหนด เนื่องจากเป็นช่วงใกล้สอบของนักเรียน นิสิต นักศึกษา

การศึกษาไม่ใช่แค่เรียนหนังสือแต่จะต้องเรียนรู้เหตุการณ์บ้านเมือง ที่เกิดขึ้น ทุกคนร่ำเรียนหนังสือด้วยเงินภาษีของประชาชน จึงมีสิทธิ์ยืน หยัดอยู่ข้างประชาชนและยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เราไม่ต้องการศึกษาแค่ในหลัก สูตรแล้วม โกงกินบ้านเมืองแต่ต้องการศึกษาวิชาที่ออกไปรับใช้บ้านเมืองและ ประเทศชาติ ให้สมกับเงินภาษีราษฎร ดังนั้น พวกเราจึงขอเรียกร้องให้รมว.ศธ. ออกมาขอโทษ และพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกภายใน 1 สัปดาห์ เนื่องจากไม่มี วิสัยทัศน์เพียงพอที่จะดูแลอนาคตของเยาวชนทั้งประเทศ รวมทั้งขอให้ ศธ.ทำ หนังสือแจ้งไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศไม่ให้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ของนิสิต นักศึกษาด้วย นายแสงธรรมกล่าว

ภายหลังจากที่ยื่นแถลงการณ์ กลุ่มนักเรียน นิสิต นัก ศึกษา ได้พร้อมใจกันฉีกกระดาษซึ่งเป็นสัญลักษณ์ใบปริญญาบัตร เขียนว่า มหาวิทยาลัย ตอแหลสภามหาวิทยาลัย ให้ปริญญาฉบับนี้ไว้แก่ นายสมัคร สุนทรราช เพื่อแสดง ความว่าศึกษาสำเร็จตามหลักสูตร โกงกินบ้านเมืองศาสตร์ (การตอแหลส่วนตัว) มี ศักดิ์และสิทธิแห่งปริญญานี้ทุกประการ ตั้งแต่วันที่ 3 เดือนกันยายน พ. ศ.2551

จากนั้นนายกฤตินดิ่งแก้ว นักศึกษาชั้นปี 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ได้ อ่านแถลงการณ์ ว่า ในนามของโรงเรียนสาธิตมัฆวาน แห่งมหาวิทยาลัยราช ดำเนิน ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงโดยตรงจากการให้สัมภาษณ์ของนายสมชาย ทำ ให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาเกิดความไม่สบายใจ เพราะถือว่าเป็นการกล่าวที่ขาด ตรรกะ ขาดจิตสำนึกของพลเมือง และขาดวุฒิภาวะโดยสิ้นเชิง เป็นการแสดงถึง ทัศนคติที่คับแคบ ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของเยาวชน

ด้านดร.ชินภัทรกล่าวกับกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ว่า ใน สถานการณ์บ้านเมืองที่วิกฤติขัดแย้ง ก็อยากให้กำลังใจทุกคน ทุกฝ่าย และใน ฐานะข้าราชการประจำ ก็ขอเป็นสื่อกลางรับข้อคิดและข้อคับข้องใจนี้ไปมอบให้รม ว.ศธ.ได้รับทราบต่อไป

ดร.ชินภัทรกล่าวถึงการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของกลุ่มนัก เรียน นิสิต นักศึกษา นั้น คงต้องอยู่ภายใต้กรอบและขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ว่า จะสามารถเปิดช่องให้ทำได้มากน้อยแค่เพียงใด แต่คงต้องเป็นไปตามระเบียบและ วัฒนธรรมอันดีงามด้วย

ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ กล่าวชี้แจงกับผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงศึกษาธิการว่า ยอมรับว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวตนเป็นผู้ให้สัมภาษณ์จริง แต่ไม่ได้มีเจตนาห้ามนัก เรียน นักศึกษาออกมาชุมนุม หากเป็นการแสดงความห่วงใย เกรงว่านักเรียน นัก ศึกษาที่ออกมาร่วมชุมนุมจะได้รับอันตราย อย่างไรก็ตาม หากนักศึษาจะออกมา ชุมนุมจริงก็ทำได้ตามสิทธิแต่ต้องดูแลตัวเองและต้องระวังตัวให้ดี

หากผมแสดงความห่วงใยหรือตักเตือนนักเรียน นักศึกษา ซึ่ง อยู่ในความดูแลรับผิดชอบไม่ได้ ถ้าอย่างนี้ต่อไปพ่อ แม่ ก็คงดุลูกไม่ ได้ ครู อาจารย์ ดูแล ตักเตือนเด็กก็ไม่ได้ พูดอะไรนิดอะไรหน่อยก็กระทบ กระเทือนไปหมด ทั้งๆ ที่เตือนด้วยความหวังดี แต่หากยังยืนยันจะออกมาชุมนุม ก็มาได้ ก็ให้พิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะหากมาชุมนุมแล้วเกิดการปะทะ กันจนหัวร้างข้างแตก เป็นตายขึ้นมาก็สร้างความเดือดร้อนให้พ่อแม่ผู้ปกครอง กันอีก นายสมชายกล่าว

นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า การศึกษาต้องแยกจากการเมือง ตนไม่อยากให้ สิ่งเหล่านี้มาแปดเปื้อนวงการการศึกษา และไม่อยากให้ใช้ความรุนแรงใส่ กัน ไม่ใช่ว่าตนออกมาพูดแล้วไม่พอใจ ก็รวมกลุ่มมาชุมนุมปิดกระทรวง ศึกษาธิการ หากทำแบบนี้แล้วต่อไปเราจะเรียนกันอย่างไร


ขอขอบคุณแหล่งข่าวจาก คมชัดลึก และภาพประกอบจาก INN online

เขียนโดย น.ส.พิมลกร แปงฟู ID:5131601432 สำนักวิชานิติศาสตร์

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

นศ.ธรรมศาสตร์ฉีกหน้า"องค์กรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(อมธ)." ประกาศยืนข้างพันธมิตรฯ



นศ.ธรรมศาสตร์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ไม่สน อมธ.ที่ยังงมโข่งท่องคาถา “เป็นกลาง” ชี้ประเด็นตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของพันธมิตรฯ หรือเรื่องของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องรัฐบาลทำร้ายประชาชน ด้าน “อ.ชัยวัฒน์ บุนนาค”เชิญชวนลูกศิษย์ออกมายืนข้างพันธมิตรฯ พร้อมเรียกร้องผู้บริหาร มธ.เลิกแทงกั๊ก ก่อนที่วิญญาณ “อ.ปรีดี-ป๋วย”จะลุกขึ้นมาเขกหัว

เมื่อเวลา 19.20 น. วันที่ 2 ก.ย. นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้เดินทางพร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ บุนนาค อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในทำเนียบรัฐบาล

นายชัยวัฒน์ เริ่มปราศรัยด้วยการอ่านบทกวี ความว่า “เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเรา คือโลหิตอุทิศให้” และกล่าวว่า ถึงเวลาตอนนี้เป็นสิ่งที่เราต้องแสดง พิสูจน์ให้โลกทราบว่ามันไม่ใช่เป็นคำกล่าวลอยๆ แต่เป็นจิตวิญญาณ เป็นจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่เราไม่เคยทอดทิ้งประชาชน

หลังจากนั้นนายชัยวัฒน์ ได้ให้ลูกศิษย์กล่าวเปิดใจ ถึงการมาขึ้นเวทีพันธมิตรครั้งนี้

“สวัสดีค่ะ พ่อแม่พี่น้อง ดิฉันนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะคะ พวกเราทุกคนมาจากศูนย์รังสิต จากประเด็นที่เคยออกไปว่า มีองค์กรนักศึกษากลุ่มหนึ่ง คือองค์กรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(อมธ.) ได้ออกมาประกาศว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอยืนอยู่เป็นกลาง ไม่ขอเข้าข้างฝ่ายใด

“ซึ่งความเป็นกลางดังกล่าวที่ อมธ.เขาได้ออกมา มันขัด ขัดต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของนักศึกษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ ตั้งแต่ที่เมื่อวานนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ไปที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ปรากฏว่า อมธ.เขาได้ประกาศว่า ขอยืนอยู่เป็นกลาง ซึ่งดิฉันขัดใจ ดิฉันมีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ดิฉันและเพื่อนๆ นักศึกษา เพื่อนๆ ของดิฉันไม่มีใครที่จะเห็นด้วย กับคำประกาศของ อมธ. เพราะประเด็นในตอนนี้ไม่ไม่ใช่ประเด็นที่ว่ารัฐบาลหรือพันธมิตร แต่มันเป็นการที่ รัฐบาลทำร้ายประชาชนค่ะ

“และจากคำกล่าวที่ว่า ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชนนั้น ดิฉันขอยืนยันว่าธรรมศาสตร์ ยังยืนเคียงข้างกับประชาชนอยู่เสมอมาและจะตลอดไปด้วยค่ะ”

หลังจากนั้นนายชัยวัฒน์ ได้ร่วมกับนักศึกษาร้องเพลง “มอญดูดาว” ซึ่งเคยเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาก่อน

“สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ ( ซ้ำ ) ด้วยอำนาจปกครองให้ผ่องเฟื่องเอย
เอ๋ยเราเป็นไทยเรารักไทยบูชาไทย ไม่ยอมให้ ใครผู้ใดมาล้างเสรีไทย
สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง ( ซ้ำ ) ก่อรุ่งเรืองสมบูรณ์เขตประเทศไทยเอย
เอ๋ยธรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์การเมือง ไทยจะเฟื่องไทยจะรุ่งเรืองก็เพราะการเมืองดี
เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต ( ซ้ำ ) แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้เอย
เอ๋ยเหลืองกับแดง เหลืองกับแดง เหลืองกับแดง ทุกทุกแห่ง ทุกทุกแห่ง แต่ล้วนเหลืองกับแดง
ชื่อว่าธรรมแล้วเราเทิดให้สมไทย ( ซ้ำ ) ทุกอย่างไปงานหรือเล่นต้องเป็นธรรมเอย
เอ๋ยใครรักชาติใครรักธรรมเหมือนกับเรา จงมาเข้าและโปรดเอาใจช่วยเหลืองกับแดง”


หลังจากนั้น นักศึกษาชายได้กล่าวขึ้นว่า “ผมอยากจะฝากคำบางคำไว้ เป็นที่เตือนใจให้กับนักศึกษาธรรมศาสตร์ ทั้งเป็นนักศึกษาปัจจุบัน หรือเป็นนักศึกษาเก่า คุณอย่าใช้คำว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน" หากคุณไม่เคียงข้างประชาชนเลย”

นายชัยวัฒน์ได้กล่าวเสริมว่า “ถึงลูกศิษย์ของครู ผมสอนหนังสือมา 20 กว่าปีนะครับ สอนวิชาหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับนักศึกษากับจริยธรรม นักศึกษากับการพัฒนาตน ครูขอเชิญลูกศิษย์ของครูทุกคน ที่เป็นพันคนนะครับ ครูสอนมา 20 กว่าปีนี่ ครูเจียระไนพวกเธอออกมา ถึงเวลาแล้วที่พวกเธอจะแสดงจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ให้ปรากฏ ออกมาร่วมกับพันธมิตรเถอะลูก”

“ถึงผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ขอให้เลิกแทงกั๊กได้แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าเนี่ย ยังเลือดเย็นดูอยู่ได้เหรอ ขออย่าให้วิญญาณของท่านผู้ประศาสน์การ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ยึดแนวคิดสันติประชาธรรมจะต้องลุกออกมา แล้วก็มาเขกกะโหลกพวกท่าน

“ถึงลูกนวล ลูกสาวของผมที่เรียนอยู่ที่จุฬาฯ ช่วยบอกแม่ด้วยลูก ช่วยบอกแม่ออกมา ทำภารกิจทางประวัติศาสตร์ พานักศึกษา จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ออกมาให้ได้ การทำประโยชน์ให้กับประชาชนไม่ใช่แค่บอลประเพณีจุฬา ธรรมศาสตร์เท่านั้น บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่จุฬา และธรรมสาสตร์ จะต้องยืนเคียงข้างประชาชน ยืนเคียงข้างพันธมิตรฯ

“ผมอายุ 60 ปีแล้วครับ ผมรอวันนี้มานานแสนนาน แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าอีก 100 ปี เราจะเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ขอเชิญให้ผู้รักชาติ ผู้รักเสรี ที่อยู่ทุกหนทุกแห่งจงมาร่วม ขึ้นรถไฟขบวนสายประวัติศาสตร์ ไปพร้อมกันครับ”นายชัยวัฒน์กล่าวเชิญชวน

แหล่งข้อมูลและรูปภาพ ผู้จัดการ ออนไลน์

เขียนโดย น.ส.พิมลกร แปงฟู ID:5131601432 สำนักวิชานิติศาสตร์

ประเทศจีน

การปฏิวัติครั้งแรกของจีนเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ซึ่งเป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิง โดยการนำของ ดร. ชุน ยัตเซน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง เป็นผลทำให้จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในที่สุด
สาเหตุที่ก่อให้เกิดการโค่นล้มอำนาจครั้งนี้น่าจะมาจากความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจีน ผู้นำประเทศจักรพรรดิแมนจูไม่มีอำนาจกำลังพอที่จะปกครองประเทศได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาปกครอง 268 ปี (พ.ศ. 2187 – 2455) มีแต่การแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้นำราชวงศ์ ด้วยเหตุนี้ราษฎรส่วนมากจึงตกอยู่ในสภาพยากจน ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่ดิน ชาวต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ แผ่นดินจีนถูกคุกคามจากต่างชาติ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจตะวันตก และญี่ปุ่น ซึ่งจีนทำสงครามต่อต้านการรุกรานของกองกำลังต่างชาติเป็นฝ่ายแพ้มาโดยตลอด ทำให้คณะปฏิวัติไม่พอใจระบอบการปกครองของราชวงศ์แมนจู
เพื่อความสำเร็จในการแก้ปัญหาของของประเทศชาติ ดร.ซุน ยัตเซ็น ผู้นำฯ จึงได้ประกาศอุดมการณ์ของการปฏิวัติ 3 ประการ เรียกว่า “ลัทธิไตรราษฎร์” มีหัวข้อดังนี้
ประชาธิปไตย มีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
ชาตินิยม ต้องขับไล่อำนาจและอิทธิพลของต่างชาติออกไปจากจีน
สังคมนิยม มีการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร
3. การปฏิวัติของจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1949
3.1 ความสำคัญ การปฏิวัติของจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1949 โดยการนำของ “เหมา เจ๋อตุง” ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย ข้าสู่ระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์
3.2 สาเหตุการปฏิวัติของจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1949 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง (ค.ศ. 1939 – 1945) สรุปได้ดังนี้
(1) ปัญหาความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจและความยากจนของประชาชน ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดี เจียง ไคเช็ค ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
(2) การเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในประเทศจีน เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร โดยให้ความสำคัญแก่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร และเป็นศัตรูกับชนชั้นนายทุน
3.3 ความสำเร็จของการปฏิวัติของจีนปี ค.ศ. 1949 สรุปได้ดังนี้
(1) ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ “เหมา เจ๋อตุง” รัฐบาลได้ยึดที่ดินทำกินของ เอกชนมาเป็นของรัฐบาล และใช้ระบบการผลิตแบบนารวม (หรือระบบคอมมูน) ชาวนามีฐานะเป็นแรงงานของรัฐ ทำให้ชาดความกระตือรือร้นเพราะทุกคนได้รับผลตอบแทนท่ากัน ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่มีสภาพลำบากยากจนเหมือนๆ กัน
(2) ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” เป็นยุคที่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นระบบตลาดหรือทุนนิยม โดยมรับแนวทางทุนนิยมของชาติตะวันตกมากขึ้น เช่น เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติเพื่อให้คนจีนมีงานทำ และอนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจการค้าได้ เป็นต้น ทั้งนี้ มีระบอบการปกครองยังคงเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนเดิม
(2) นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในสมัยของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” หมายถึง มี ประเทศจีนเพียงประเทศเดียว แต่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครอง 2 แบบ ได้แก่
- ระบอบคอมมิวนิสต์ สำหรับจีน
- ระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยมเสรี สำหรับฮ่องกงและมาเก๊า
3.4 ผลกระทบของการปฏิวัติจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1949 คือ
(1) การปฏิวัติของ “เหมา เจ๋อตง” เป็นแบบอย่างในการปฏิวัติของกระบวนการ คอมมิวนิสต์ในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอมริกาใต้ โดยเฉพาะการใช้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” โดยเริ่มจากการปฏิวัติของเกษตรในชนบทและค่อยๆ ขยายเข้าไปสู่เมือง
(2) การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” โดยมรับระบบทุนนิยมของโลกตะวันตก เป็นคัวอย่างความสำเร็จของการแยกระบบการปกครองออกจากระบบเศรษฐกิจ

การเมือง

หู จิ่นเทา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
เวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
ประเทศจีนมีการปกครองเป็นลัทธิสังคมนิยมในลักษณะของตนเอง มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างๆ ปัจจุบันมีนายหู จิ่นเทาเป็นประธานาธิบดี เลขาธิการพรรค และประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง และมีนายเวิน เจียเป่าเป็นนายกรัฐมนตรี

การแบ่งเขตการปกครอง

เขตการปกครองของจีนนั้น ตามรัฐธรรมนูญของจีน มีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ ได้แก่ มณฑล อำเภอ และ ตำบล แต่ในปัจจุบันได้เพิ่มมาอีก 2 ระดับ คือ จังหวัด และ หมู่บ้าน ซึ่งถ้านำมาเรียงใหม่จะได้เป็น มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และ หมู่บ้าน
สาธารณรัฐประชาชนจีนมีอำนาจการปกครองเหนือ 22 มณฑล (省) และรัฐบาลจีนยังถือ
ไต้หวัน/ไถวาน (台湾) เป็นมณฑลที่ 23 (มีข้อมูลเพิ่มเติมที่ ฐานะทางการเมืองของสาธารณรัฐจีน)
รัฐบาลจีนยังอ้างสิทธิเหนือเกาะต่าง ๆ ในทะเลจีนใต้ด้วย นอกจากมณฑลแล้วยังมีเขตปกครองตนเอง
(自治区) 5 แห่งซึ่งมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มาก เทศบาลนคร (直辖市) 4 แห่งสำหรับเมืองที่ใหญ่ที่สุดในจีน และเขตบริหารพิเศษ (Special Administrative Regions, SARs) (特别行政区) ที่จีนเข้าไปปกครอง
โดยการแบ่งพื้นที่การปกครองเป็นดังนี้
มณฑล
อันฮุย (安徽)
ฝูเจี้ยน (福建) (ฮกเกี้ยน)
กานซู (甘肃)
กว่างตง (กวางตุ้ง)(广东)
กุ้ยโจว (贵州)
ไห่หนาน (ไหหลำ)(海南)
เหอเป่ย์ (河北)
เฮย์หลงเจียง (黑龙江)
เหอหนัน (河南)
หูเป่ย์ (湖北)
หูหนาน (湖南)
เจียงซู (江苏)
เจียงซี (江西)
จี๋หลิน (吉林)
เหลียวหนิง (辽宁)
ชิงไห่ (青海)
ส่านซี (陕西)
ซานตง (山东)
ซานซี (山西)
ซื่อชวน (เสฉวน) (四川)
หยุนหนาน (ยูนนาน) (云南)
เจ๋อเจียง (浙江)
เขตปกครองตนเอง
กว่างซีจ้วง (กวางสี) (广西壮族)
มองโกเลียใน (内蒙古)
หนิงเซี่ย หุย (宁夏回族)
ซินเจียงอุยกูร์ (新疆维吾尔族)
ทิเบต (西藏)
เทศบาลนคร
เป่ย์จิง (ปักกิ่ง) (北京)
ฉงชิ่ง (จุงกิง) (重庆)
ซ่างไห่ (เซี่ยงไฮ้) (上海)
เทียนจิน (เทียนสิน) (天津)
เขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ฮ่องกง/เซียงกั่ง (香港)
มาเก๊า/เอ้าเหมิน (澳門)


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99

กันชรีน เลิศกิตติสุข ID 5131601238 Section 02 สำนักวิชา นิติศาสตร์

สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาปัจจุบันประกอบด้วย มลรัฐ 50 มลรัฐ
นอกจากนี้ยังประกอบด้วยดินแดนอื่น ๆ ได้แก่ ดินแดน ดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของประเทศ และดินแดนโพ้นทะเลอื่น ๆ ที่สำคัญได้แก่ อเมริกันซามัว กวม จอห์นสตันอะทอลล์ หมู่เกาะมิดเวย์ หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา เปอร์โตริโก และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา และอีกหนึ่งดินแดนคือเขตคลองปานามาที่สหรัฐอเมริกาเช่าไว้จากปานามา


โครงสร้างทางการเมืองการปกครอง

มีรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ ( Federal Republic) แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ละฝ่ายได้รับเลือกในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป จึงมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (checks and balances) ประกอบด้วยพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมแครต (Democrat) ดังนี้
ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดี (President) เป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล (Chief of Executive) ได้รับเลือกจากการเลือกตั้งทั่วไป ร่วมกับรองประธานาธิบดีทุก 4 ปี ในวันอังคารแรกหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งผ่านคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) จำนวน 538 คน ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัย สมัยละ 4 ปี ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ร่างรัฐบัญญัติต่อรัฐสภา และทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้ทำสนธิสัญญาต่าง ๆ ตลอดจนแต่งตั้งผู้พิพากษาเอกอัครราชทูตและตำแหน่งต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ช่วยรัฐมนตรี (Deputy Assistant Secretary) ขึ้นไป
ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย 2 สภา คือ
วุฒิสภา มีสมาชิกจากแต่ละมลรัฐ มลรัฐละ 2 คน รวมเป็น 100 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 6 ปี โดยสมาชิกจำนวน 1 ใน 3 ครบวาระทุก 2 ปี วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบต่อบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอขอแต่งตั้ง รวมทั้งคณะรัฐมนตรี และให้สัตยาบันสนธิสัญญา รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง (President of the Senate)
สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 435 คน แบ่งตามสัดส่วนของประชากรในมลรัฐ คือ ประชากร 575,000 คน ต่อ สมาชิก 1 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 2 ปี ประธานสภา (Speaker of the House)
ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น (Curcuit Court) ศาลอุทรณ์ (Appeal Court) และศาลฎีกา (Supreme Court) ศาลฎีกามีอำนาจที่จะล้มเลิกกฎหมายใด ๆ และการปฏิบัติการของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกานั้น ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อและวุฒิสภาเป็นผู้ให้การรับรอง โดยศาลสูงของสหพันธ์มีผู้พิพากษาทั้งหมด 9 คน ซึ่งตำรงตำแหน่งได้โดยไม่มีการกำหนดวาระ โดยประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อและวุฒิสภาเป็นผู้ให้การรับรอง
สิทธิในการเลือกตั้ง : อายุ 18 ปีขึ้นไป

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2

อารยา สุทธิอาจ ID 5131601588 Section 2 สำนักวิชานิติศาสตร์

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551


本国
Nihon-koku / Nippon-koku
นิฮงโคะกุ / นิปปงโคะกุ
ญี่ปุ่น

ธงชาติ


การเมืองการปกครอง

ประเทศญี่ปุ่นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นประมุข แต่มีรัฐสภาเป็นสถาบันสูงสุดของรัฐ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าของคณะรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้รับเลือกจากสมาชิกรัฐสภา นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับที่ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) หรือฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติไว้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ มิใช่องค์ประมุขและไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ
รัฐสภา (国会, คกไก) ประกอบด้วย 2 สภา คือ
สภาผู้แทนราษฎร (衆議院, ชูงิอิง) มีสมาชิก 480 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และ
วุฒิสภา (参議院, ซังงิอิง) มีสมาชิก 242 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยเลือกตั้งจำนวนครึ่งหนึ่งสลับกันไปทุก 3 ปี
พรรคการเมืองได้แก่
พรรคเสรีประชาธิปไตย (自由民主党) เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
294 ที่นั่ง (สตรี 26 คน) ในวุฒิสภา 111 ที่นั่ง (สตรี 12 คน) หัวหน้าพรรคคือนายยาซุโอะ ฟุคุดะ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พรรคโคเมโตใหม่ (公明党) เป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 31 ที่นั่ง (สตรี 4 คน) ในวุฒิสภา
24 ที่นั่ง (สตรี 5 คน) หัวหน้าพรรคคือนายอะกิฮิโระ โอตะ

พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ : Minshuto) แกนนำฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 113 ที่นั่ง (สตรี 10 คน) ในวุฒิสภา 82 ที่นั่ง (สตรี 11 คน)
หัวหน้าพรรคคือนายอิจิโร โอะซะวะ

พรรคสังคมประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Social Democratic Party of Japan : SDP) เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีที่นั่ง
ในสภาผู้แทนราษฎร 7 ที่นั่ง (สตรี 2 คน) ในวุฒิสภา 6 ที่นั่ง (สตรี 1 คน) หัวหน้าพรรคคือนางมิซุโฮะ ฟุคุชิมะ

พรรคคอมมิวนิสต์ (Japan Communist Party - JCP) เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 9 ที่นั่ง (สตรี 2 คน) ในวุฒิสภา 9 ที่นั่ง (สตรี 3 คน) หัวหน้าพรรคคือนายคะซุโอะ ชิอิ

การแบ่งเขตการปกครอง

ญี่ปุ่นแบ่งการปกครองออกเป็น 47 จังหวัด(บริเวณเขตและจังหวัดต่างๆของญี่ปุ่น) และ 8 ภูมิภาค ซึ่งมักจะถูกจับเข้ากลุ่มตามเขตแดนที่ติดกันที่มีวัฒนธรรมและสำเนียงการพูดใกล้เคียงกัน ทุกจังหวัดจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด

ฮอกไกโด 1. ฮอกไกโด

โทโฮะกุ 2. อะโอะโมะริ3. อิวะเตะ4. มิยะงิ5. อะกิตะ6. ยะมะงะตะ

คันไซ 24. มิเอะ25. ชิงะ26. เกียวโตะ27. โอซะกะ28. เฮียวโงะ29. นะระ30. วะกะยะมะ

จูโงะกุ 31. โทตโตะริ32. ชิมะเนะ33. โอะกะยะมะ34. ฮิโระชิมะ35. ยะมะงุจิ

ชิโกะกุ 36. โทะกุชิมะ37. คะงะวะ38. เอะฮิเมะ39. โคจิ

คิวชู และ โอะกินะวะ 40. ฟุกุโอะกะ41. ซะงะ42. นะงะซะกิ43. คุมะโมะโตะ44. โออิตะ45. มิยะซะกิ46. คะโงะชิมะ47. โอะกินะวะ

หมายเหตุ
คำว่าจังหวัดในภาษาญี่ปุ่นมี 4 แบบ คือ
โทะ (都) ใช้เฉพาะโตเกียวซึ่งเป็นเมืองหลวง
โด (道) เฉพาะฮอกไกโด
ฟุ (府) ใช้กับเกียวโตะและโอซะกะซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงในอดีต
เค็ง (県) ใช้กับจังหวัดอื่น ๆ
เมื่อพูดถึงจังหวัดรวม ๆ จะใช้ว่า โทะโดฟุเก็ง (都道府県)
ประเทศญี่ปุ่นมีเมืองใหญ่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละเมืองต่างมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ http://blogger.com
เขียนโดย นส.จันทนีย์ กิตติศักดิ์เสรี ID 5131601263 major : law








อินเดีย (INDIA)

भारत गणराज्य
Bhārata Gaṇarājya
ภารตะ คณราชยะ

สาธารณรัฐอินเดีย


คำขวัญ: สัตยะเมวะ ชะยะเต (सत्यमेव जयते)
"ความจริงสิ่งเดียวที่มีชัย"
"ดวงใจแห่งผองชน"

การเมืองการปกครองของอินเดีย

อินเดีย เป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และกระจายอำนาจการปกครองในลักษณะสหพันธรัฐ (Federal System) แบ่งออกเป็นรัฐต่างๆ 28 รัฐ โดยล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2544 โลกสภาได้เห็นชอบร่างรัฐบัญญัติในการจัดตั้งรัฐใหม่ 3 รัฐ คือ รัฐฉัตตีสครห์ (Chattisgarh) รัฐอุตตะรันจัล (Uttaranchal) และรัฐฉรขันท์ (Jharkhand) ซึ่งแยกออกจากรัฐมัธยประเทศ อุตตระประเทศ และรัฐพิหาร ตามลำดับ และสหภาพอาณาเขตของรัฐบาลกลาง (Union Territories) อีก 7 เขต
รัฐ ธรรมนูญอินเดียแบ่งแยกอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง (Government of India) และรัฐบาลมลรัฐ (State Government) อย่างชัดเจน โดยรัฐบาลกลางดำเนินการเรื่องการป้องกันประเทศด้านนโยบายต่างประเทศ การรถไฟ การบิน และการคมนาคมอื่นๆ ด้านการเงิน ด้านกฎหมายอาญา ฯลฯ ส่วนรัฐบาลมลรัฐมีอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษากฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของมลรัฐ

(1) การบริหารรัฐบาลกลาง
ฝ่ายนิติบัญญัติ

ประกอบ ด้วย 2 สภา คือ ราชยสภา (Rajya Sabha) หรือวุฒิสภา และโลกสภา (Lok Sabha) หรือสภาผู้แทนราษฎร การตรากฎหมายต่างๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา
ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ราชยสภามี สมาชิก 250 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 245 คน โดย 12 คนจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีทุกๆ 2 ปี และอีก 233 คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม เป็นผู้แทนของรัฐและ Union Territories
โลก สภามีสมาชิก 545 คน โดยสมาชิก 543 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (530 คน มาจากแต่ละรัฐ ส่วนอีก 13 คน มาจาก Union Territories) และอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกของประธานาธิบดี จากกลุ่มอินโด-อารยันในประเทศ ทั้งนี้มีวาระคราวละ 5 ปี เว้นเสียแต่จะมีการยุบสภา
ฝ่ายบริหาร
ประธานาธิบดี เป็นประมุขของรัฐ และเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร (Head of Executive of the Union) ซึ่งประกอบด้วยรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาล ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากผู้แทนของทั้ง 2 สภา รวมทั้งสภานิติบัญญัติของแต่ละรัฐ ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่ 2 ได้
รองประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากผู้แทนของทั้ง 2 สภา ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และเป็นประธานราชยสภาโดยตำแหน่ง
นายก รัฐมนตรี เป็นผู้ที่มีอำนาจในการบริหารอย่างแท้จริง ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (Council of Ministers) ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรี (Ministers) รัฐมนตรีที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (Ministers of State - Independent Charge) และรัฐมนตรีช่วยว่าการ (Ministers of State) รับผิดชอบโดยตรงต่อโลกสภา

ฝ่ายตุลาการ อำนาจตุลาการเป็นอำนาจ อิสระ ไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ปกป้องและตีความรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา (Supreme Court) เป็นศาลสูงสุดของประเทศ ผู้พิพากษาประจำศาลฎีกา มีจำนวนไม่เกิน 25 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ระดับรัฐ มีศาลสูง (High Court) เป็นศาลสูงสุดของแต่ละรัฐ รองลงมาเป็น Subordinate Courts ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ
(2) การบริหารระดับรัฐโครงสร้างของ ฝ่ายบริหารในแต่ละรัฐ ประกอบด้วยผู้ว่าการรัฐ (Governor) เป็นประมุข ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี รัฐบาลมลรัฐ (State Government) ประกอบด้วยมุขมนตรี (Chief Minister) เป็นหัวหน้า และคณะรัฐมนตรีประจำรัฐ (State Ministers) ทั้งนี้ รัฐบาลแห่งรัฐจะมาจากพรรคการเมือง หรือได้รับแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ (Legislative Assembly)

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ด้านการต่างประเทศ1. ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ (Independent Foreign Policy) เน้นผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก ส่งเสริมความเท่าเทียมกันในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศที่พัฒนาแล้วกับ ประเทศกำลังพัฒนา และส่งเสริมหลักการ Multi-Polarity
2. ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด (Neighbourhood Diplomacy) คือ ประเทศสมาชิกของสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asia Association for Regional Cooperation : SAARC) 7 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ ภูฏาน เนปาล มัลดีฟส์ ปากีสถานและศรีลังกา
3. นอกจากประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม SAARC แล้ว ยังให้ความสำคัญกับ อัฟกานิสถาน อิรัก อิหร่าน และอาเซียน ซึ่งถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดเช่นกัน โดยให้ความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายมองตะวันออก (Look East) อย่างต่อเนื่อง
4. ส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีน โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องพรมแดน
5. กระชับความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้วกับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการทหารและเทคโนโลยีด้านอวกาศและนิวเคลียร์
6. ขยายความร่วมมือกับสหรัฐ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
7. เพิ่มความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง โดยคำนึงถึงรากฐานความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับอิสราเอลโดยเฉพาะด้านการท หาร
8. แสดงบทบาทเป็นประเทศผู้ให้ต่อภูมิภาคแอฟริกา โดยจัดตั้งกลุ่ม Team-9 โดยอินเดียเป็นศูนย์กลางและให้ความช่วยเหลือภายใต้กรอบ UNDP แก่ประเทศแอฟริกาตะวันตกอีก 8 ประเทศ คือ Bukina Faso, Cote d’Ivoire, Ivory Coast, Equatorial Ginea, Ghana, Ghinea Bissau, Mali และ Senegal ในด้านความมั่นคงทางอาหาร การขจัดความยากจน การพัฒนาการเกษตร โดยคำนึงถึงประชาชนเชื้อสายอินเดียที่อาศัยในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนมาก

สถานการณ์ที่สำคัญ
การเมืองภายใน

พรรค Indian National Congress เป็นฝ่ายได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้ง ล่าสุด (ครั้งที่ 14) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 อย่างพลิกความคาดหมาย และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม (14 พรรคพันธมิตร) เรียกว่า The United Progressive Alliance (UPA) โดยมี Dr. Manmohan Singh เป็นนายกรัฐมนตรีชาวซิกข์คนแรกของอินเดีย
ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธาน โลกสภา (สภาผู้แทนราษฎร) คือ นาย Somnath Chatterjee ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ (Communist Party of India (Marxist) ) คนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว นาย Rajnath Singh ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค BJP เป็นผู้นำฝ่ายค้านและพันธมิตรซึ่งเรียกว่า National Democratic Alliance (NDA) ประกอบด้วยพรรค BJP เป็นแกนนำร่วมกับพรรคอื่นๆ อีก 8 พรรค
การบริหารประเทศครบรอบ 2 ปี ของรัฐบาลนาย Manmohan Singh (พ.ค. 2549)
รัฐบาล ซึ่งเป็นรัฐบาลผสม (United Progressive Alliance – UPA) ประกอบด้วยพรรคพันธมิตรต่างๆ 19 พรรค และมีพรรค Congress เป็นแกนนำ แถลงในโอกาสครบรอบ 2 ปีว่า สามารถพัฒนาประเทศตามแผน National Common Minimum Programme ได้อย่างดี โดยสามารถแก้ปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ลดปัญหาความรุนแรงในสังคมและความขัดแย้งระหว่างชนชั้นวรรณะ ดำเนินการตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการพัฒนาและส่งเสริมบทบาทของประชาชน ส่งเสริมการตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาลเพื่อสร้างธรรมาภิบาล ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนที่ด้อยโอกาส และประสบผลสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศมหาอำนาจ และประเทศอื่นๆ ที่เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนี้ได้ผ่านพ้นการบริหารประเทศครบสองปีในบรรยากาศไม่ดีนัก เนื่องจากแรงกดดันของพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายและพรรคร่วมรัฐบาลที่เฝ้าตรวจสอบ และโจมตีนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดเวลาทำให้บางโครงการต้องสะดุดลง โดยพรรค BJP ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านกลับไม่มีบทบาทในการกดดันรัฐบาลมากนัก เนื่องจากมีปัญหาภายในพรรค BJP พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายได้โจมตีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการ ค้าปลีก (FDI in retail sectors) กิจการประกันภัย กิจการธนาคาร และการปรับปรุงท่าอากาศยาน และยังโจมตีการดำเนินนโยบายกับสหรัฐฯ และอิหร่าน นอกจากนี้ รัฐบาลยังล้มเหลวในการแก้ปัญหาราคาสินค้าและน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร และล่าสุดโดนโจมตีอย่างหนักหลังรัฐบาลประกาศขึ้นโควต้าที่นั่งในสถาบันการ ศึกษาชั้นสูงแก่ชนชั้นล้าหลังเป็นร้อยละ 27 (เดิมร้อยละ 22.5)
กระบวนการปรับความสัมพันธ์กับปากีสถาน
อินเดีย กับปากีสถานต่างอ้างสิทธิเหนือดินแดนแคชเมียร์ เนื่องจากผู้ปกครองแคว้นเป็นชาวฮินดู และเลือกที่จะอยู่กันอินเดีย แต่ประชาชนส่วนมากเป็นชาวมุสลิม ซึ่งมีความเหมาะสมกว่าที่จะอยู่กับปากีสถานซึ่งเป็นประเทศมุสลิม อินเดียยือนกรานว่าแคว้นแคชเมียร์เป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย และกรณีพิพาทจะต้องได้รับการแก้ไขในกรอบทวิภาคีเท่านั้น จึงปฏิเสธบทบาทจของประเทศ / องค์การที่สามโดยเด็ดขาดขณะที่ปากีสถานต้องการให้มีการลงประชามติ และต้องการจะ “Internationalize” ปัญหา แคชเมียร์ โดยประสงค์ให้นานาประเทศ / องค์การที่สามเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย
ความสัมพันธ์สองประเทศมีพัฒนาการดี ขึ้น เมื่ออดีตนรม. Atal Bihari Vajpayee และปธน. Musharraf ได้ประกาศกระบวนการเจรจา Composite Dialogue ภายหลังการประชุมสุดยอด SAARC (ม.ค. 2547) ที่กรุงอิสลามาบัด ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นการเจรจาอีกครั้งภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่รัฐสภา อินเดียในปี 2544 โดย Composite Dialogue เป็นกระบวนการเจรจาที่มี roadmap ระบุเงื่อนเวลาการเจรจาอย่างชัดเจนครอบคลุมทุกประเด็น เช่น การแก้ไขปัญหาเขตแดนโดยเฉพาะปัญหาในแคชเมียร์ (ปากีสถานให้ความสำคัญ) เรื่องการก่อการร้าย (อินเดียให้ความสำคัญ) กระบวนการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชนสู่ประชาชน ขณะนี้ได้เจรจามาสามรอบแล้ว และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในระดับหนึ่ง
อย่าง ไรก็ตาม เหตุระเบิดที่มุมไบ เกือบพร้อม ๆ กัน 7 แห่งต้นเดือน ก.ค. 2549 ที่มีผู้บาดเจ็บ 700 คน และเสียชีวิต 200 คน นั้น อินเดียเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย Lashkar-e-Taiba (LeT) ที่มีฐานอยู่ในเขตแคชเมียร์ของปากีสถาน ที่มีหน่วยข่าวกรอง Inter-Service Intelligence (ISI) ของปากีสถานให้การสนับสนุนอยู่ โดยอาจจะร่วมมือกับขบวนการ Islamic Movement of India (SIMI) ซึ่งเป็นขบวนการผิดกฎหมายในอินเดีย แม้กลุ่ม LeT จะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายดังกล่าวตั้งแต่ต้น แต่จากการที่เชื่อมั่นว่าปากีสถานอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าว กอปรกับกระแสความรู้สึกต่อต้านปากีสถานของประชาชนชาวอินเดียที่มีอยู่ขณะนี้ ทำให้ทางการอินเดียได้แจ้งขอเลื่อนการเจรจาระดับปลัด กต. ของทั้งสองฝ่าย จากเดิมที่จะมีขึ้นในกรุงนิวเดลีในวันที่ 21 ก.ค. ออกไปก่อนจนกว่าจะสามารถกำหนดวันใหม่ได้ ซึ่งการเจรจาระดับปลัด กต. นี้ก็เพื่อทบทวนความคืบหน้าการเจรจา Composite Dialogue รอบที่สามที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเร็วๆ นี้ กับเพื่อกำหนดวันสำหรับการเจรจาในสาขาต่างๆ สำหรับรอบที่สี่ต่อไป ทั้งนี้ ความตึงเครียดได้ลดลงเล็กน้อย เมื่อ ปลัด กต. สองฝ่ายมีโอกาสหารือกันในระหว่างการประชุม SAARC ระดับ ปลัด กต. ที่กรุงธากา เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2549 โดยสองฝ่ายเห็นร่วมกันที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการระเบิดที่มุมไบ แต่ยังไม่ได้ตกลงเรื่องการประชุม Composite Dialogue

แหล่งข้อมูลและรูปภาพhttp://blogger.com

เขียนโดย น.ส.พิมลกร แปงฟู ID:5131601432 สำนักวิชานิติศาสตร์

อังกฤษ (United Kingdom )


United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland 1
สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ



การเมืองการปกครอง

สหราชอาณาจักรใช้ระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรีซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล คณะรัฐมนตรีนั้นเลือกจากรัฐสภาและมีหน้าที่รับผิดชอบต่อรัฐสภาเช่นเดียวกัน รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรเป็นระบบสภาคู่ แบ่งเป็น 2 สภา คือ เฮาส์ออฟลอร์ดส เป็นสภาสูงที่มาจากการแต่งตั้ง และเฮาส์ออฟคอมมอนส์ เป็นสภาล่างที่มาจากการเลือกตั้ง โดยหลักการแล้วผู้นำของรัฐสภาคือพระมหากษัตริย์ สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ขนบธรรมเนียมประเพณี และกฎหมายรัฐธรรมนูญแยกกันไป พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายกอร์ดอน บราวน์ จากพรรคแรงงาน ซึ่งเข้ารับตำแหน่งหลังจากนายโทนี แบลร์ ลาออกเมื่อกลางปี พ.ศ. 2550 ในส่วนของมกุฏราชกุมารที่จะครองราชย์สมบัติเป็นคนต่อไปจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าชายแห่งเวลส์ก่อน จึงจะมีความชอบธรรมในการเป็นมกุฏราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายแห่งเวลส์ในปัจจุบันคือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ซึ่งมิได้อาศัยอยู่ที่เวลส์แต่อย่างใด หากแต่อาศัยอยู่ที่สวน High Grove ใน Tetbury ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

การแบ่งเขตการปกครอง

สหราชอาณาจักรประกอบด้วยสี่ส่วนใหญ่ๆ ซึ่งบางครั้งเรียกในภาษาไทยว่า"แคว้น"

ธง แคว้น สถานะ ประชากร
Flag of อังกฤษ อังกฤษ ราชอาณาจักร 50,431,700
Flag of สกอตแลนด์ สกอตแลนด์ ราชอาณาจักร 5,094,800
Flag of เวลส์ เวลส์ ราชรัฐ 2,958,600
Flag of ไอร์แลนด์เหนือ ไอร์แลนด์เหนือ จังหวัด 1,724,400


ในอดีต สหราชอาณาจักรเคยแบ่งการปกครองท้องถิ่นออกเป็นตำบล (county) ปัจจุบันระบบนี้ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว แต่ว่ายังคงใช้ในการแบ่งส่วนทางภูมิศาสตร์ สหราชอาณาจักรมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกิร์นซีย์ เจอร์ซีย์ และเกาะแมน ดินแดนเหล่านี้เป็นดินแดนที่ในอดีตเคยเป็นสมบัติของราชวงศ์ และไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมีดินแดนโพ้นทะเลอีกสิบสี่แห่ง ซึ่งเป็นดินแดนที่ยังคงเหลือมาจากจักรวรรดิบริเตน ดินแดนเหล่านี้ก็ไม่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรเช่นกัน ดินแดนเหล่านี้ได้แก่ แองกวิลา เบอร์มิวดา บริติชอาร์กติกเทอร์ริทอรี บริติชอินเดียนโอเชียนเทอร์ริทอรี หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หมู่เกาะเคย์แมน หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ยิบรอลตา หมู่เกาะลีวาร์ด มอนเซอร์รัต หมู่เกาะพิตแคร์น เซนต์เฮเลนา จอร์เจียใต้และหมู่เกาะแซนด์วิชใต้ อะโครติรีและเดเคเลีย หมู่เกาะเติร์กและเคคอสและ หมู่เกาะวินวาร์ด

แหล่งข้อมูลและรูปภาพhttp://th.wikipedia.org

เขียนโดย น.ส.อรวรรณ พงษ์พาณิช ID:5131601583 สำนักวิชานิติศาสตร์